| ข้าวแช่ |
|
| การทำข้าวแช่สืบเนื่องมาจากตำนานสงกรานต์ของมอญ ดังที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จารึกไว้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (จารึกไว้ในแผ่นศิลารวม ๗ แผ่น ติดไว้ที่คอสองในศาลาล้อมพระมณฑปทิศเหนือ ปัจจุบันบางแผ่นหายไปแล้ว) กล่าวคือ มีเศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตรธิดา เป็นที่อับอายแก่ชาวบ้านและวิตกทุกข์ร้อนใจในอันที่ยังขาดผู้สืบทอดมรดกทรัพย์สินบรรดามีทั้งปวง ทำการบวงสรวงบูชาแก่พระอาทิตย์ พระจันทร์ ทว่ากาลเวลาผ่านไป ๓ ปี ก็หาเป็นผลแต่อย่างใดไม่ ต่อมาในวันหนึ่งเป็นวันในคิมหันตฤดูเจตมาส คนทั้งหลายเล่นนักขัตฤกษ์ต้นปีใหม่ทั่วชมพูทวีป คือพระอาทิตย์ก็จากราศีมีนประเวศสู่เมษราศี โลกสมมุติว่า วันมหาสงกรานต์ เศรษฐีได้พาบริวารไปยังโคนต้นไทรใหญ่ริมน้ำ อันเป็นที่อยู่ของรุกขเทวดาทั้งหลาย นำข้าวสารล้างน้ำ ๗ ครั้ง แล้วหุงบูชารุกขเทวดาประจำพระไทรนั้น ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร และรุกขเทวดาพระไทรนั้นก็เมตตาให้เทพบุตร (ธรรมบาลกุมาร) มาจุติเป็นบุตรของเศรษฐีสมความปรารถนา |
|
| ครั้นต่อมา ชาวมอญ มีความเชื่อว่าหากได้กระทำพิธีเช่นว่านี้ บูชาต่อเทวดาในเทศกาลสงกรานต์แล้ว สามารถตั้งอธิษฐานจิตสิ่งใดๆย่อมได้ดังหวัง บางคนก็พาลเชื่อเลยเถิดไปถึงว่า เป็นการบูชาท้าวกบิลพรหม ซึ่งเข้ามาเกี่ยวพันกับลูกชายเศรษฐีในภายหลังด้วยการตั้งปัญหามาทาย เกี่ยวกับ “ราศี” ของมนุษย์เราตามตำแหน่งในช่วงเวลาต่างๆของวันหนึ่งๆ และท้ายที่สุดเมื่อธรรมบาลกุมารตอบถูก ท้าวกบิลพรหมก็ต้องตัดพระเศียรตามคำท้าของตนบูชาธรรมบาลกุมาร กระทั่งเดือดร้อนให้ลูกสาวทั้ง ๗ คน ต้องผลัดเวรกันมาถือพานรองรับพระเศียรพระบิดา ปีละคน กันมิให้พระเศียรตกถึงพื้นดิน อันจะนำมาซึ่งไฟบรรลัยกัลป์ล้างผลาญโลก หรือแม้แต่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ก็ยังทำฝนแล้ง รวมทั้งน้ำจะเหือดแห้ง หากตกลงมหาสมุทร และนั่นก็เป็นที่มาของตำนานการกำเนิด นางสงกรานต์ อีกด้วย |
|
|
| วิธีการปรุงข้าวแช่ |
|
| การหุงข้าวแช่ในอดีตจึงเป็นพิธีกรรมในการบูชาเทวดาอย่างหนึ่ง เป็นการหุงข้าวที่มีขั้นตอนซับซ้อน แฝงพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวคือ ทุกขั้นตอนในการเตรียมข้าวแช่นั้นต้องพิถีพิถัน เริ่มตั้งแต่คัดข้าวสารเม็ดสวย นำมาซาวน้ำ ๗ ครั้ง ให้สะอาด และในการหุงข้าวนั้นต้องตั้งเตาไฟบนลานโล่งและต้องอยู่นอกชายคาบ้าน ซึ่งขั้นตอนนี้มักจะเริ่มตั้งแต่บ่ายก่อนวันสงกรานต์ (ประมาณวันที่ ๑๒ เมษายน) หุงข้าวให้สุกพอเม็ดสวย แล้วนำไปซาวน้ำ ขัดกับผนังกระบุงด้านในหรือภาชนะอะไรก็ได้ที่พื้นผิวมีความสาก เอายางข้าวออก ปล่อยให้สะเด็ดน้ำ |
|
| ส่วนน้ำที่จะทานร่วมกับข้าวแช่นั้น เตรียมโดยการนำน้ำสะอาด ต้มสุก เทลงหม้อดินเผาใบใหญ่ อบควันเทียนและดอกไม้หอม เช่น มะลิ กุหลาบมอญ กระดังงา ทิ้งไว้หนึ่งคืน ระหว่างนี้หน้าที่ของพ่อบ้านก็คือ ต้องสร้างบ้านสงกรานต์ คนมอญเรียกว่า “ฮ๊อยซังกรานต์” เป็นศาลเพียงตา ซึ่งมีความสูงระดับสายตา ปลูกสร้างขึ้นชั่วคราวอย่างง่ายๆ ตรงบริเวณลานโล่งหน้าบ้าน มักสร้างด้วยไม่ไผ่ ขนาดไม่ใหญ่มากนัก กว้างยาวประมาณ ๑ ศอก เพียงพอสำหรับวางถาดอาหารได้ ๑ สำรับเท่านั้น การตกแต่งศาลก็มีตั้งแต่ปูผ้าขาว ผูกผ้าสี ทางมะพร้าวตัดใบสั้นผ่าซีก ผูกโค้งตกแต่งเสาทั้ง ๔ ประดับด้วยดอกไม้สดเท่าที่จะหาได้ในแต่ละท้องถิ่น เพื่อความสดชื่นสวยงาม บางถิ่นนิยมประดับด้วยดอกราชพฤกษ์ หรือดอกคูน คนมอญเรียกว่า “ปะกาวซังกรานต์” ที่แปลว่าดอกสงกรานต์ เพราะดอกไม้ชนิดนี้จะออกดอกในช่วงเทศกาลสงกรานต์เสมอ และประพรมน้ำอบน้ำปรุง รอการถวายข้าวแช่บูชาเทวดาในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น |
|
| ส่วนกับข้าวที่จะรับประทานกับข้าวแช่นั้นบางชนิดมีการตระเตรียมล่วงหน้านานนับเดือน เช่น ปลาแห้ง เนื้อแห้ง ต้องจัดหาหรือซื้อมาทำเค็มเอาไว้ล่วงหน้า บางถิ่นมีกับข้าวหรือเครื่องเคียงข้าวแช่ ๕ ชนิด บางถิ่นมี ๗ ชนิด รายละเอียดแตกต่างกันไป (ไม่มีข้อใดผิดข้อใดถูกชัดเจน เป็นไปตามสภาพแวดล้อม สภาวะทางเศรษฐกิจของแต่ละถิ่น และการประยุกต์ดัดแปลงของแต่ละคน-ผู้เขียน) ซึ่งรายการหลักๆ ได้แก่ |
๑. ปลาแห้งป่น
๒. เนื้อเค็มฉีกฝอย
๓. หัวไชโป้เค็มผัดไข่
๔. ไข่เค็ม
๕. กระเทียมดอง เป็นต้น |
|
| ขั้นตอนการปรุงกับข้าวหรือเครื่องเคียงที่ค่อนข้างยุ่งยาก คือปลาแห้งป่น และเนื้อเค็มฉีกฝอย อาจมีการทำเตรียมล่วงหน้าหลายวัน ปลาแห้งป่น โดยมาก นิยมใช้ปลาช่อนเค็มตากแห้ง ย่างสุก ฉีกเอาเฉพาะเนื้อ ระวังอย่าให้ก้างติดมาเป็นอันขาด ใส่ลงครกตำละเอียด คลุกน้ำตาลทราย เกลือ ปรุงรสให้รสชาติกลมกล่อม เนื้อเค็มฉีกฝอย นิยมเนื้อวัวมากกว่าเนื้อควาย นำเนื้อเค็มตากแห้งดังกล่าวย่างไฟสุก ฉีกฝอยผัดน้ำมันให้เหลืองกรอบหัวไชโป้เค็มผัดไข่ นำหัวไชโป้เค็มล้างให้รสเค็มกร่อยลง หั่นละเอียด หัวกะทิตั้งไฟให้เดือด นำหัวไชโป้ลงผัด ตอกไข่ตีให้ละเอียดราดลงบนหัวไชโป้ในกระทะ รอไข่สุก คนให้เข้ากัน ปรุงรสให้กลมกล่อมไข่เค็ม และ กระเทียมดอง สองรายการนี้เป็นรายการถนอมอาหารที่มีกันอยู่แทบทุกครัวเรือน เพียงแต่นำมาปอก หั่น ให้พอดีคำ จัดใส่ชาม บางครอบครัวอาจมีการนำมาดัดแปลงเพิ่มเติม เช่นยำไข่เค็ม กระเทียมดองผัดไข่ เป็นต้นซึ่งรายการอาหารเหล่านี้ ก็คล้ายๆกัน ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละครอบครัวจะพลิกแพลง ไม่ถือว่าผิดแต่อย่างใด เลือกวัตถุดิบที่หาง่าย ราคาถูกในท้องถิ่น ต่อเมื่อภายหลังชาวไทยรับเอาวัฒนธรรมการกินข้าวแช่ของมอญมา ก็มีการประยุกต์ดัดแปลงเพิ่มขึ้น เช่น พริกหยวกทอด กะปิชุบไข่ทอด ยำกุ้งแห้ง เป็นต้น รวมทั้งยังได้พัฒนากระบวนการปรุงและรายละเอียดให้วิจิตรพิษดารยิ่งขึ้น ได้แก่ การหุงข้าวพร้อมใบเตย เพื่อให้ได้ข้าวที่ออกมามีสีและกลิ่นชวนกิน โดยเฉพาะเมื่อข้าวแช่มอญชาวบ้านธรรมดาๆ กลับกลายเป็นข้าวแช่ชาววัง |
|
| การเลื่อนชั้นเข้าวังของข้าวแช่ มอญ ก็มาจากการที่สตรีมอญที่เข้ารับราชการฝ่ายใน (เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน) และนำข้าวแช่ขึ้นถวายเป็นอาหารเสวย ในกาลต่อมาจึงเกิดการแพร่หลายไปในวงกว้างทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวแช่ตระกูลเมืองเพชรบุรีนั้น สืบเนื่องมาจากการแปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ไปอยู่ที่พระราชวังพระนครคีรี (เขาวัง) ในครั้งนั้นมีเจ้าจอมมารดากลิ่น (ซ่อนกลิ่น) เชื้อสายมอญทางเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง คชเสนี) ที่หลบหนีพม่ามาครั้งกรุงธนบุรี เจ้าจอมมารดากลิ่นได้ติดตามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปถวายราชการที่พระราชวังพระนครคีรีด้วย และคาดว่าในครั้งนั้นเองที่ข้าวแช่ของเจ้าจอมมารดากลิ่นได้รับการถ่ายทอดไปยังห้องเครื่อง บ่าวไพร่สนมกำนัลได้เรียนรู้ และแพร่หลายไปยังสามัญชนย่านเมืองเพชรบุรีในที่สุด ทว่าข้าวแช่สูตรดั้งเดิมของเจ้าจอมมารดากลิ่นก็ยังจับใจผู้ที่ได้ลิ้มลอง แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ได้เคยเสวย และทรงกล่าวถึงข้าวแช่ของเจ้าจอมมารดากลิ่นไว้ว่า “ หากจะกินข้าวแช่ ก็ต้องข้าวแช่เจ้าจอมกลิ่น ” อาจเป็นด้วยเจ้าจอมมารดากลิ่นท่านเป็นมอญผู้ดี และชำนิชำนาญ รู้จักกลเม็ดในการทำข้าวแช่ได้ดีกว่าคนทั่วไปก็เป็นได้ |
|
|
|
http://www.monstudies.com/show_content.php?topic_id=48&main_menu_id=4
|


| ในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีการเล่นดังนี้ |
|
|
| เล่นทอยสะบ้า สะบ้าที่ชาวบางขันหมากเล่นนั้น จะเป็นสะบ้าทอย เป็นการแข่งขันการทอยซึ่งถือว่าเป็นเกมส์กีฬาอย่างหนึ่ง ซึ่งสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ |
|
|
| เล่นเข้าผีต่าง ๆ เช่นผีสุ่ม ผีลิงลม เป็นต้น ในการเล่นเข้าผีนั้น จะมีการร้องเพลงประกอบ โดยจะมีผู้เล่น ที่เป็นตัวแทนเชิญผีให้มาประทับร่างอยู่ตรงกลาง ส่วนคนอื่น ๆ นั้นตั้งวงล้อมรอบช่วยกันปรบมือร้องเพลงกันอย่างครึกครื้น
|


| การเล่นเพลงระบำ เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่มีการร้องโต้ตอบระหว่างชายและหญิง ท่วงท่าทำนองจะคล้าย ๆ กับเพลงฉ่อย ในขณะที่ร้องจะมีการปรบมือให้จังหวะและรำไปด้วย ซึ่งการเล่นเพลงระบำนี้ |
|
| ในปัจจุบันไม่มีผู้เล่นแล้ว เนื่องจากขาดช่วงในการสืบทอดมาหลายปี แต่ก็ยังพอที่จะหาผู้ร้องผู้รำอยู่ได้บ้าง |
|
| การละเล่นอื่นๆ เช่น การเล่นลูกช่วง การเล่นมอญซ่อนผ้า การรำวง เป็นต้น การละเล่นทั้งหมดที่กล่าวมานี้สามารถหาชมได้ในช่วงเทศกาลของชาวรามัญบ้านบางขันหมากของทุกๆ ปี |
|






| ประเพณีสงกรานต์ของชาวมอญบ้านบางขันหมาก มีเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งไม่เหมือนกับที่อื่นๆ ก็ตรงที่มีการทำบุญและร่วมทำกิจกรรมในช่วงสงกรานต์ ที่มีการรวมพระทั้งสี่วัดที่เป็นวัดมอญ และมีการรวมชาวบ้านทั้งตำบลบางขันหมาก โดยเริ่มจากวันที่ ๑๓ เมษายน ของทุกปีดังนี้ |
|
| วันที่ ๑๓ เมษายน ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นของสงกรานต์ ชาวบ้านต่างพากันไปทำบุญตักบาตรที่วัดของตนเอง ซึ่งวัดรามัญ ในหมู่บ้านบางขันหมากมีอยู่สี่วัดคือ |
|
| ๑. วัดโพธิ์ระหัต |
| ๒. วัดกลาง |
| ๓. วัดอัมพวัน |
| ๔. วัดราษฎร์ศรัทธาทำ (วัดทุ่ง) |
|
|
|
| การไปทำบุญนั้น ใครจะทำบุญวัดไหน ก็แล้วแต่ว่าปู่ย่าตายายเคยทำสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีต และการรวมพระสงฆ์ทั้งสี่วัด และรวมชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน เพื่อทำบุญในงานประเพณีสงกรานต์ทั้งสี่วัด แบ่งวันเวลาได้ดังนี้ |
|
| วันที่ ๑๓ เมษายน เวลา ประมาณ ๑๖.๐๐ น. |
|
พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เย็น และชาวบ้านร่วมกันก่อพระเจดีย์ทราย พร้อมกันที่วัดโพธิ์ระหัต |
|
| วันที่ ๑๔ เมษายน |
|
ทำบุญตักบาตรตอนเช้า ถวายสำรับคาวหวาน (ข้าวแช่) ตอนเพล และสรงน้ำพระที่วัดโพธิ์ระหัต |
|
| วันที่ ๑๔ เมษายน เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ น. |
|
พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เย็น และชาวบ้านร่วมกันก่อพระเจดีย์ทราย พร้อมกันที่วัดกลาง |
|
| วันที่ ๑๕ เมษายน |
|
พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เย็น และชาวบ้านร่วมกันก่อพระเจดีย์ทราย พร้อมกันที่วัดอัมพวัน |
|
| วันที่ ๑๖ เมษายน |
|
ทำบุญตักบาตรตอนเช้า ถวายสำรับคาวหวาน (ข้าวแช่) ตอนเพล และสรงน้ำพระที่วัดอัมพวัน |
|
| วันที่ ๑๖ เมษายน เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ น |
|
พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เย็น และชาวบ้านร่วมกันก่อพระเจดีย์ทราย พร้อมกันที่วัดราษฎร์ศรัทธาทำ(วัดทุ่ง) |
|
| วันที่ ๑๗ เมษายน |
|
ทำบุญตักบาตรตอนเช้า ถวายสำรับคาวหวาน(ข้าวแช่) ตอนเพล และสรงน้ำพระ ที่วัดราษฎร์ศรัทธาทำ(วัดทุ่ง) |
|
| การทำบุญในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของชาวรามัญบ้านบางขันหมากรวม ๕ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๓ – ๑๗ เมษายนของทุก ๆ ปี |
| ประเพณีการเลี้ยงผีของชาวรามัญบ้านบางขันหมาก หมายถึงการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ โดยจะมีการนำอาหารคาวและหวาน รวมถึงผลไม้มาไหว้บรรพบุรุษของตน เพียงแต่ว่ามีการปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก เนื่องจากชาวรามัญบ้านบางขันหมาก นอกจากเป็นผู้ ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าแล้ว ยังมีความเชื่อในเรื่องผีบรรพบุรุษอย่างเหนียวแน่นอีกเช่นกัน |
|
| การเลี้ยงผีจะจัดขึ้นในช่วงเดือนหกของไทย ของทุกปี แต่จะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมนั้น |
|
| ก็แล้วแต่ละตระกูลจะกำหนดขึ้น แต่จะไม่ให้ตรงกับวันพระ จะจัดทำขึ้นที่บ้านต้นผีคือบ้านของลูกผู้ชายคนโตของตระกูลนั้น ๆ เนื่องจากบ้านนั้นได้รักษาผ้าผี ซึ่งประกอบไปด้วย ผ้านุ่ง เสื้อ ผ้าสไบ ผ้าโพกศีรษะ รวมถึงแหวนผีหนึ่งวง และเครื่องใช้ต่าง ๆ ซึ่งแขวน เก็บไว้ ที่เสาเอกภายในเรือนใหญ่ของบ้าน เมื่อถึงวันเลี้ยงผีของแต่ละตระกูล ผู้ที่ใช้นามสกุลเดียวกัน ต้องนำเครื่องเซ่นไหว้ มาพร้อมกันที่บ้านต้นผีทุกคน |
|
| การเลี้ยงผีของแต่ละตระกูลนั้นจะแตกต่างกันไป บางตระกูลจะมีการเลี้ยงในทุก ๆปีก็มี บางตระกูล ๓ ปี เลี้ยงหนึ่งครั้งก็มี และเครื่องเซ่นที่ใช้ก็ต่างกันไป แล้วแต่ว่าจะใช้อะไรบ้าง แต่ที่เหมือน ๆ กันก็คือ กล้วยน้ำหว้า ข้าวเหนียว มะพร้าวอ่อน ขนมบัวลอย เป็นต้น พอถึงเวลาบ่าย ๆ ของวันที่จะเลี้ยงผี ญาติพี่น้องต่างก็จะพากันนำเครื่องเซ่น มาจัดลงใส่ภาชนะตั้งเรียงกันในเรือน แล้วจุดธูปบอกเล่ากับวิญญาณของบรรพบุรุษให้มารับรู้ถึงสิ่งที่ลูกหลานได้จัดทำขึ้น เสร็จแล้วก็จะมีการสนทนากันระหว่างญาติ ๆที่มาร่วมกันเลี้ยงผี ซึ่งถือว่าเป็นวันรวมญาติ |
|
| พี่น้องอีกวันหนึ่ง แต่บางบ้านจะมีมโหรีเครื่องสายมาบรรเลง และมีผีบรรพบุรุษเข้ามาประทับร่างด้วย พอเมื่อเสร็จพิธีแล้วก็จะบอกลาอาหารที่ใช้เซ่นไหว้ เพื่อที่จะแบ่งสรรปันส่วนให้ทุก ๆ คนที่มา เชื่อกันว่าอาหารทั้งหมด ถ้าได้บริโภคเข้าไปแล้ว จะเป็นยา รักษาโรคได้ และเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว |