ผมโก๊ะ

Posted by admin | ความเป็นอยู่ชาวมอญ | วันศุกร์ 21 ตุลาคม 2011 4:17 am

การไว้ทรงผมโก๊ะมีส่วนสัมพันธ์กับความเชื่อในผีโรงใหญ่ของชาวมอญบางขันหมาก เพราะว่าเด็กผู้ชายจะกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวในอนาคต เป็นผู้สืบทอดวงค์ตระกูลและชาติพันธุ์มอญต่อไป นอกจากนี้เด็กผู้ชายบางคนอาจจะเติบโตกลายเป็นหัวหน้าหรือผู้นำตระกูล ซึ่งมีหน้าที่จะต้องทำพิธีไหว้ผีโรงสืบต่อไปในภายภาคหน้า
       สำหรับเด็กผู้หญิงที่ไว้ผมโก๊ะนั้นปรากฏอย่างเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะมีความเชื่อในเรื่องการเลี้ยงดูโดยเชื่อว่าเด็กที่ไว้ผมโก๊ะจะ เลี้ยงง่ายไม่อ้อน ไม่เจ็บป่วยบ่อยๆไม่เป็นไข้ เติบโตดีแข็งแรงนอกจากนี้บางครอบครัวก็มีความเชื่อเรื่องผีโรงใหญ่จึงให้ เด็กผู้หญิงไว้ผมโก๊ะตั้งแต่แรกเกิดเช่นเดียวกับเด็กผู้ชาย การเลี้ยงดูเด็กที่ไว้ผมโก๊ะเหมือนเด็กปกติแต่มักจะไม่ตีเพราะถือว่าเป็นลูก หลานบรรพบุรุษ ถ้าตีแล้วจะทำให้ผีเข้าคนเฒ่าคนแก่ในบ้าน ดังนั้นจึงพบว่าเด็ก ที่ไว้ผมโก๊ะจะแก่นซนมากเพราะว่าผู้ใหญ่มักจะตามใจ
       ส่วนพิธีกรรมที่จะต้องทำเมื่อเด็กไว้ผมโก๊ะ เริ่มจากพ่อแม่จัดเตรียมผ้าแดงหรือผ้าขาวม้าสีแดง ๑ ผืนนำไปให้ผู้นำของตระกูลที่จะทำการไหว้ผีโรงใหญ่เก็บรักษาไว้เมื่อทำพิธี ไหว้ผีโรงใหญ่จะนำผ้าแดงมาใช้ในพิธีไหว้ด้วยสำหรับเด็กผู้หญิงที่จะไว้ผม โก๊ะพ่อแม่ไม่ต้องเสียผ้าแดงเริ่มไว้ผมตั้งแต่แรกเกิดหรือหลังการโกนผมไฟ   โดยโกนผมรอบๆ ขวัญปล่อยให้ผมบริเวณขวัญกลางกระหม่อมยาวเป็นปอยเล็กๆ  บางรายจะตัดผมรอบๆ ปอยผมโก๊ะเป็นวงไรโดยรอบทำให้ดูสวยงามยิ่งขึ้นบางรายก็ไว้ปลายปอยก็ได้เมื่อปอยผมยาวขึ้นจะถักเป็นเปียเล็ก ๆ น่ารักยาวไปข้างหลัง
       พิธีโกนผมจะทำเมื่อเด็กโตพอสมควร ที่นิยมกันคืออายุ ๙ ขวบขึ้นไปในพิธีโกนผมจะทำอย่างง่าย ๆ หรือพิธีใหญ่ก็แล้วแต่ฐานะของพ่อแม่ ถ้าจะโกนอย่างๆ ก็เตรียมอาหารใส่ปิ่นโต ๑ เถาไปถวายพระให้ทำพิธีโกนให้ ห้ามโกนกันเอง บางรายไม่ทำพิธีโกนแต่จะเริ่มไว้ผมที่โกนให้ยาวขึ้นแล้วตัดเป็นรูปทรงที่ต้องการต่อไป
       ส่วนการทำพิธีโกนผมที่จัดเป็นงานสมโภชจะต้องเตรียมงานเหมือนกับงานบวชนาคอาจ มีการแจกบัตรเชิญญาติพี่น้องถือโอกาสพบปะญาติมิตรไปพร้อม ๆ กันอาจมีขบวนแห่แหนเช่นแห่ช้าง มีมหรสพ ภาพยนตร์ ลิเก โขน เลี้ยงพระสงฆ์ ๙ รูป เด็กที่จะโกนผมให้แต่งชุดไทยนุ่งโจงกระเบนเป็นส่วนมาก
       วันพิธีจะเลือกตามตำราตัดผมเป็นความเชื่อของชาวมอญบางขันหมาก   ชาวมอญอื่นๆ รวมทั้งชาวไทยด้วยดังต่อไปนี้
วันอาทิตย์ ตัดผม มีอำนาจวาสนาอานุภาพยิ่งใหญ่
วันจันทร์ ตัดผม จะมีภัยอันตราย
วันอังคาร ตัดผม จะหาโรคภัย
วันพุธ ตัดผม จะเกิดเรื่องราวกับเจ้านาย
วันพฤหัส – วันศุกร์ ตัดผม แม้คนยากจนก็จะกลายเป็นคนร่ำรวยได้
วันเสาร์ ตัดผม เป็นเจ้าเป็นนาย ปราศจากโรคภัยอายุจะยืนยาว
       นอกจากตำราแรกที่กล่าวมาแล้ว ชาวมอญจะยึดถือตำราวันลอย วันจม ประกอบการเลือกวันทำพิธีโกนผมให้เด็กอีกด้วยคือ
       การโกนผมจะให้พระโกนให้ แต่สำหรันเด็กผู้หญิงที่ไว้ผมโก๊ะจะให้มัคทายกเป็นผู้โกนให้ต่อหน้าพระสงฆ์และแขกผู้มาร่วมงาน หรืออาจจะให้ผู้สูงอายุหรือญาติผู้ใหญ่โกนให้เมื่อเด็กถึงวัยอันสมควร ทางผู้ใหญ่จะหาฤกษ์ยามโดยอาศัย วันลอย  วันจม ประกอบการตัดสินใจจัดทำพิธีโกนผมให้แก่เด็ก ถือว่าผู้จัดทำพิธีกรรมที่ทำขึ้นเป็นพิธีเพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่เด็กก่อนจะเริ่มชีวิตผู้ใหญ่
       คนโบราณสามัญชนจะไว้ผมโก๊ะ ผมแกละ และผมเปียมากกว่าผมจุก ส่วนคนชั้นสูงชั้นเจ้าฟ้า พระราชโอรส  พระราชธิดา บุตรธิดาขุนนางมักจะไว้ผมจุกมากกว่าผมอย่างอื่น เมื่อพระราชธิดามีพระชนมายุพอสมควรจะจัดพิธีโกนผมอย่างยิ่งใหญ่เรียกว่า พิธีโสกันต์   ให้แก่  พระโอรส พระธิดา และเชื้อพระวงศ์มากมายถึง ๓๙๑ องค์ พ.ศ.๒๔๒๒ (พระองค์มีพระชนมายุ ๓๐ พรรษา) จนถึงปีมะเมีย พ.ศ.๒๔๕๒ หรือก่อนสวรรคต ๑ปี
พิธีโกนผมโก๊ะของเด็กมอญที่ได้รับความนิยมอีกอย่างหนึ่ง  คือการจักพิธีโกนผมให้ เด็กผู้ชายที่ไว้ในคราวที่มีญาติผู้ใหญ่ที่เสียชีวิตลง  ญาติพี่น้องจะถือโอกาสทำพิธีโกนผมให้เด็กบวชเณรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติ ผู้ใหญ่ที่เสียชีวิต    ซึ่งจะเรียกการบวชเช่นนี้ว่า บวชหน้าไฟ  การโกนผมโก๊ะเช่นนี้พระจะเป็นผู้ทำหน้าที่โกนผมให้    แล้วจะทำพิธีบวชเณรให้แก่เด็กในลำดับต่อไป    โดยมากเด็กที่ต้องโกนผมโก๊ะเพื่อบวชหน้าไฟนี้มักจะมีอายุค่อนข้างน้อยกว่า เกณฑ์ปกติที่จะทำพิธีโกนผม  ซึ่งปกติจะโกนเมื่ออายุ  ๙  ปี ขึ้นไป  ส่วนมากจะอยู่ในราว ๑๑-๑๓  ปี

อาหารในเทศกาลสงกรานต์

Posted by admin | ประเพณีชาวมอญ | วันศุกร์ 21 ตุลาคม 2011 4:15 am
ข้าวแช่
          การทำข้าวแช่สืบเนื่องมาจากตำนานสงกรานต์ของมอญ  ดังที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จารึกไว้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (จารึกไว้ในแผ่นศิลารวม ๗ แผ่น ติดไว้ที่คอสองในศาลาล้อมพระมณฑปทิศเหนือ ปัจจุบันบางแผ่นหายไปแล้ว) กล่าวคือ มีเศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตรธิดา เป็นที่อับอายแก่ชาวบ้านและวิตกทุกข์ร้อนใจในอันที่ยังขาดผู้สืบทอดมรดกทรัพย์สินบรรดามีทั้งปวง ทำการบวงสรวงบูชาแก่พระอาทิตย์ พระจันทร์ ทว่ากาลเวลาผ่านไป ๓ ปี ก็หาเป็นผลแต่อย่างใดไม่ ต่อมาในวันหนึ่งเป็นวันในคิมหันตฤดูเจตมาส คนทั้งหลายเล่นนักขัตฤกษ์ต้นปีใหม่ทั่วชมพูทวีป คือพระอาทิตย์ก็จากราศีมีนประเวศสู่เมษราศี โลกสมมุติว่า วันมหาสงกรานต์ เศรษฐีได้พาบริวารไปยังโคนต้นไทรใหญ่ริมน้ำ อันเป็นที่อยู่ของรุกขเทวดาทั้งหลาย นำข้าวสารล้างน้ำ ๗ ครั้ง แล้วหุงบูชารุกขเทวดาประจำพระไทรนั้น ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร และรุกขเทวดาพระไทรนั้นก็เมตตาให้เทพบุตร (ธรรมบาลกุมาร) มาจุติเป็นบุตรของเศรษฐีสมความปรารถนา
          ครั้นต่อมา ชาวมอญ มีความเชื่อว่าหากได้กระทำพิธีเช่นว่านี้ บูชาต่อเทวดาในเทศกาลสงกรานต์แล้ว สามารถตั้งอธิษฐานจิตสิ่งใดๆย่อมได้ดังหวัง บางคนก็พาลเชื่อเลยเถิดไปถึงว่า เป็นการบูชาท้าวกบิลพรหม ซึ่งเข้ามาเกี่ยวพันกับลูกชายเศรษฐีในภายหลังด้วยการตั้งปัญหามาทาย เกี่ยวกับ “ราศี” ของมนุษย์เราตามตำแหน่งในช่วงเวลาต่างๆของวันหนึ่งๆ และท้ายที่สุดเมื่อธรรมบาลกุมารตอบถูก ท้าวกบิลพรหมก็ต้องตัดพระเศียรตามคำท้าของตนบูชาธรรมบาลกุมาร กระทั่งเดือดร้อนให้ลูกสาวทั้ง ๗ คน ต้องผลัดเวรกันมาถือพานรองรับพระเศียรพระบิดา ปีละคน กันมิให้พระเศียรตกถึงพื้นดิน อันจะนำมาซึ่งไฟบรรลัยกัลป์ล้างผลาญโลก หรือแม้แต่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ก็ยังทำฝนแล้ง รวมทั้งน้ำจะเหือดแห้ง หากตกลงมหาสมุทร และนั่นก็เป็นที่มาของตำนานการกำเนิด นางสงกรานต์ อีกด้วย
วิธีการปรุงข้าวแช่
          การหุงข้าวแช่ในอดีตจึงเป็นพิธีกรรมในการบูชาเทวดาอย่างหนึ่ง เป็นการหุงข้าวที่มีขั้นตอนซับซ้อน แฝงพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวคือ ทุกขั้นตอนในการเตรียมข้าวแช่นั้นต้องพิถีพิถัน เริ่มตั้งแต่คัดข้าวสารเม็ดสวย นำมาซาวน้ำ ๗ ครั้ง ให้สะอาด และในการหุงข้าวนั้นต้องตั้งเตาไฟบนลานโล่งและต้องอยู่นอกชายคาบ้าน ซึ่งขั้นตอนนี้มักจะเริ่มตั้งแต่บ่ายก่อนวันสงกรานต์ (ประมาณวันที่ ๑๒ เมษายน) หุงข้าวให้สุกพอเม็ดสวย แล้วนำไปซาวน้ำ ขัดกับผนังกระบุงด้านในหรือภาชนะอะไรก็ได้ที่พื้นผิวมีความสาก เอายางข้าวออก ปล่อยให้สะเด็ดน้ำ
          ส่วนน้ำที่จะทานร่วมกับข้าวแช่นั้น เตรียมโดยการนำน้ำสะอาด ต้มสุก เทลงหม้อดินเผาใบใหญ่ อบควันเทียนและดอกไม้หอม เช่น มะลิ กุหลาบมอญ กระดังงา ทิ้งไว้หนึ่งคืน ระหว่างนี้หน้าที่ของพ่อบ้านก็คือ ต้องสร้างบ้านสงกรานต์ คนมอญเรียกว่า “ฮ๊อยซังกรานต์” เป็นศาลเพียงตา ซึ่งมีความสูงระดับสายตา ปลูกสร้างขึ้นชั่วคราวอย่างง่ายๆ ตรงบริเวณลานโล่งหน้าบ้าน มักสร้างด้วยไม่ไผ่  ขนาดไม่ใหญ่มากนัก กว้างยาวประมาณ ๑ ศอก เพียงพอสำหรับวางถาดอาหารได้ ๑ สำรับเท่านั้น การตกแต่งศาลก็มีตั้งแต่ปูผ้าขาว ผูกผ้าสี ทางมะพร้าวตัดใบสั้นผ่าซีก ผูกโค้งตกแต่งเสาทั้ง ๔ ประดับด้วยดอกไม้สดเท่าที่จะหาได้ในแต่ละท้องถิ่น เพื่อความสดชื่นสวยงาม บางถิ่นนิยมประดับด้วยดอกราชพฤกษ์ หรือดอกคูน คนมอญเรียกว่า “ปะกาวซังกรานต์”  ที่แปลว่าดอกสงกรานต์ เพราะดอกไม้ชนิดนี้จะออกดอกในช่วงเทศกาลสงกรานต์เสมอ และประพรมน้ำอบน้ำปรุง รอการถวายข้าวแช่บูชาเทวดาในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
          ส่วนกับข้าวที่จะรับประทานกับข้าวแช่นั้นบางชนิดมีการตระเตรียมล่วงหน้านานนับเดือน เช่น ปลาแห้ง เนื้อแห้ง ต้องจัดหาหรือซื้อมาทำเค็มเอาไว้ล่วงหน้า บางถิ่นมีกับข้าวหรือเครื่องเคียงข้าวแช่ ๕ ชนิด บางถิ่นมี ๗ ชนิด รายละเอียดแตกต่างกันไป (ไม่มีข้อใดผิดข้อใดถูกชัดเจน เป็นไปตามสภาพแวดล้อม สภาวะทางเศรษฐกิจของแต่ละถิ่น และการประยุกต์ดัดแปลงของแต่ละคน-ผู้เขียน) ซึ่งรายการหลักๆ ได้แก่
          ๑. ปลาแห้งป่น
๒. เนื้อเค็มฉีกฝอย
๓. หัวไชโป้เค็มผัดไข่
๔. ไข่เค็ม
๕. กระเทียมดอง  เป็นต้น
          ขั้นตอนการปรุงกับข้าวหรือเครื่องเคียงที่ค่อนข้างยุ่งยาก คือปลาแห้งป่น และเนื้อเค็มฉีกฝอย อาจมีการทำเตรียมล่วงหน้าหลายวัน ปลาแห้งป่น โดยมาก นิยมใช้ปลาช่อนเค็มตากแห้ง ย่างสุก ฉีกเอาเฉพาะเนื้อ ระวังอย่าให้ก้างติดมาเป็นอันขาด ใส่ลงครกตำละเอียด คลุกน้ำตาลทราย เกลือ ปรุงรสให้รสชาติกลมกล่อม   เนื้อเค็มฉีกฝอย นิยมเนื้อวัวมากกว่าเนื้อควาย นำเนื้อเค็มตากแห้งดังกล่าวย่างไฟสุก ฉีกฝอยผัดน้ำมันให้เหลืองกรอบหัวไชโป้เค็มผัดไข่ นำหัวไชโป้เค็มล้างให้รสเค็มกร่อยลง หั่นละเอียด หัวกะทิตั้งไฟให้เดือด นำหัวไชโป้ลงผัด ตอกไข่ตีให้ละเอียดราดลงบนหัวไชโป้ในกระทะ รอไข่สุก คนให้เข้ากัน ปรุงรสให้กลมกล่อมไข่เค็ม และ กระเทียมดอง สองรายการนี้เป็นรายการถนอมอาหารที่มีกันอยู่แทบทุกครัวเรือน เพียงแต่นำมาปอก หั่น ให้พอดีคำ จัดใส่ชาม บางครอบครัวอาจมีการนำมาดัดแปลงเพิ่มเติม เช่นยำไข่เค็ม กระเทียมดองผัดไข่ เป็นต้นซึ่งรายการอาหารเหล่านี้ ก็คล้ายๆกัน ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละครอบครัวจะพลิกแพลง ไม่ถือว่าผิดแต่อย่างใด เลือกวัตถุดิบที่หาง่าย ราคาถูกในท้องถิ่น ต่อเมื่อภายหลังชาวไทยรับเอาวัฒนธรรมการกินข้าวแช่ของมอญมา ก็มีการประยุกต์ดัดแปลงเพิ่มขึ้น เช่น พริกหยวกทอด กะปิชุบไข่ทอด ยำกุ้งแห้ง เป็นต้น รวมทั้งยังได้พัฒนากระบวนการปรุงและรายละเอียดให้วิจิตรพิษดารยิ่งขึ้น ได้แก่ การหุงข้าวพร้อมใบเตย เพื่อให้ได้ข้าวที่ออกมามีสีและกลิ่นชวนกิน โดยเฉพาะเมื่อข้าวแช่มอญชาวบ้านธรรมดาๆ กลับกลายเป็นข้าวแช่ชาววัง
          การเลื่อนชั้นเข้าวังของข้าวแช่ มอญ ก็มาจากการที่สตรีมอญที่เข้ารับราชการฝ่ายใน (เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน) และนำข้าวแช่ขึ้นถวายเป็นอาหารเสวย ในกาลต่อมาจึงเกิดการแพร่หลายไปในวงกว้างทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวแช่ตระกูลเมืองเพชรบุรีนั้น สืบเนื่องมาจากการแปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ไปอยู่ที่พระราชวังพระนครคีรี (เขาวัง) ในครั้งนั้นมีเจ้าจอมมารดากลิ่น (ซ่อนกลิ่น) เชื้อสายมอญทางเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง คชเสนี) ที่หลบหนีพม่ามาครั้งกรุงธนบุรี เจ้าจอมมารดากลิ่นได้ติดตามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปถวายราชการที่พระราชวังพระนครคีรีด้วย และคาดว่าในครั้งนั้นเองที่ข้าวแช่ของเจ้าจอมมารดากลิ่นได้รับการถ่ายทอดไปยังห้องเครื่อง บ่าวไพร่สนมกำนัลได้เรียนรู้ และแพร่หลายไปยังสามัญชนย่านเมืองเพชรบุรีในที่สุด ทว่าข้าวแช่สูตรดั้งเดิมของเจ้าจอมมารดากลิ่นก็ยังจับใจผู้ที่ได้ลิ้มลอง แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ได้เคยเสวย และทรงกล่าวถึงข้าวแช่ของเจ้าจอมมารดากลิ่นไว้ว่า “ หากจะกินข้าวแช่ ก็ต้องข้าวแช่เจ้าจอมกลิ่น ”   อาจเป็นด้วยเจ้าจอมมารดากลิ่นท่านเป็นมอญผู้ดี และชำนิชำนาญ รู้จักกลเม็ดในการทำข้าวแช่ได้ดีกว่าคนทั่วไปก็เป็นได้

http://www.monstudies.com/show_content.php?topic_id=48&main_menu_id=4

การละเล่นในเทศกาลสงกรานต์

Posted by admin | ประเพณีชาวมอญ | วันศุกร์ 21 ตุลาคม 2011 3:24 am

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีการเล่นดังนี้
          เล่นทอยสะบ้า  สะบ้าที่ชาวบางขันหมากเล่นนั้น  จะเป็นสะบ้าทอย  เป็นการแข่งขันการทอยซึ่งถือว่าเป็นเกมส์กีฬาอย่างหนึ่ง  ซึ่งสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ
          เล่นเข้าผีต่าง ๆ เช่นผีสุ่ม   ผีลิงลม   เป็นต้น ในการเล่นเข้าผีนั้น  จะมีการร้องเพลงประกอบ  โดยจะมีผู้เล่น  ที่เป็นตัวแทนเชิญผีให้มาประทับร่างอยู่ตรงกลาง  ส่วนคนอื่น ๆ นั้นตั้งวงล้อมรอบช่วยกันปรบมือร้องเพลงกันอย่างครึกครื้น

 

การเล่นเพลงระบำ เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่มีการร้องโต้ตอบระหว่างชายและหญิง  ท่วงท่าทำนองจะคล้าย ๆ กับเพลงฉ่อย  ในขณะที่ร้องจะมีการปรบมือให้จังหวะและรำไปด้วย  ซึ่งการเล่นเพลงระบำนี้ 
          ในปัจจุบันไม่มีผู้เล่นแล้ว  เนื่องจากขาดช่วงในการสืบทอดมาหลายปี  แต่ก็ยังพอที่จะหาผู้ร้องผู้รำอยู่ได้บ้าง 
          การละเล่นอื่นๆ  เช่น  การเล่นลูกช่วง   การเล่นมอญซ่อนผ้า  การรำวง  เป็นต้น  การละเล่นทั้งหมดที่กล่าวมานี้สามารถหาชมได้ในช่วงเทศกาลของชาวรามัญบ้านบางขันหมากของทุกๆ ปี

ประเพณีสงกรานต์

Posted by admin | ประเพณีชาวมอญ | วันศุกร์ 21 ตุลาคม 2011 3:17 am

 

ประเพณีสงกรานต์ของชาวมอญบ้านบางขันหมาก มีเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งไม่เหมือนกับที่อื่นๆ ก็ตรงที่มีการทำบุญและร่วมทำกิจกรรมในช่วงสงกรานต์   ที่มีการรวมพระทั้งสี่วัดที่เป็นวัดมอญ  และมีการรวมชาวบ้านทั้งตำบลบางขันหมาก  โดยเริ่มจากวันที่  ๑๓  เมษายน   ของทุกปีดังนี้    
       วันที่  ๑๓  เมษายน  ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นของสงกรานต์  ชาวบ้านต่างพากันไปทำบุญตักบาตรที่วัดของตนเอง  ซึ่งวัดรามัญ ในหมู่บ้านบางขันหมากมีอยู่สี่วัดคือ
๑.  วัดโพธิ์ระหัต    
๒.  วัดกลาง           
๓.  วัดอัมพวัน       
๔.  วัดราษฎร์ศรัทธาทำ (วัดทุ่ง)
       การไปทำบุญนั้น  ใครจะทำบุญวัดไหน  ก็แล้วแต่ว่าปู่ย่าตายายเคยทำสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีต   และการรวมพระสงฆ์ทั้งสี่วัด  และรวมชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน เพื่อทำบุญในงานประเพณีสงกรานต์ทั้งสี่วัด  แบ่งวันเวลาได้ดังนี้
วันที่  ๑๓  เมษายน  เวลา ประมาณ  ๑๖.๐๐ น.
พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เย็น  และชาวบ้านร่วมกันก่อพระเจดีย์ทราย พร้อมกันที่วัดโพธิ์ระหัต
วันที่  ๑๔  เมษายน
ทำบุญตักบาตรตอนเช้า  ถวายสำรับคาวหวาน (ข้าวแช่)  ตอนเพล  และสรงน้ำพระที่วัดโพธิ์ระหัต
วันที่  ๑๔  เมษายน  เวลาประมาณ  ๑๖.๐๐ น. 
พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เย็น  และชาวบ้านร่วมกันก่อพระเจดีย์ทราย พร้อมกันที่วัดกลาง
วันที่  ๑๕  เมษายน 
พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เย็น  และชาวบ้านร่วมกันก่อพระเจดีย์ทราย พร้อมกันที่วัดอัมพวัน
วันที่  ๑๖  เมษายน 
ทำบุญตักบาตรตอนเช้า  ถวายสำรับคาวหวาน  (ข้าวแช่)  ตอนเพล  และสรงน้ำพระที่วัดอัมพวัน
วันที่  ๑๖  เมษายน  เวลาประมาณ  ๑๖.๐๐ น
พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เย็น  และชาวบ้านร่วมกันก่อพระเจดีย์ทราย พร้อมกันที่วัดราษฎร์ศรัทธาทำ(วัดทุ่ง)
วันที่  ๑๗  เมษายน 
ทำบุญตักบาตรตอนเช้า  ถวายสำรับคาวหวาน(ข้าวแช่)  ตอนเพล  และสรงน้ำพระ ที่วัดราษฎร์ศรัทธาทำ(วัดทุ่ง)
       การทำบุญในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของชาวรามัญบ้านบางขันหมากรวม ๕ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๓ – ๑๗ เมษายนของทุก ๆ ปี

ประเพณีการเลี้ยงผี

Posted by admin | ประเพณีชาวมอญ | วันศุกร์ 21 ตุลาคม 2011 2:45 am
ประเพณีการเลี้ยงผของชาวรามัญบ้านบางขันหมาก  หมายถึงการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ โดยจะมีการนำอาหารคาวและหวาน  รวมถึงผลไม้มาไหว้บรรพบุรุษของตน  เพียงแต่ว่ามีการปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก  เนื่องจากชาวรามัญบ้านบางขันหมาก นอกจากเป็นผู้ ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าแล้ว   ยังมีความเชื่อในเรื่องผีบรรพบุรุษอย่างเหนียวแน่นอีกเช่นกัน 
       การเลี้ยงผีจะจัดขึ้นในช่วงเดือนหกของไทย ของทุกปี     แต่จะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมนั้น
       ก็แล้วแต่ละตระกูลจะกำหนดขึ้น  แต่จะไม่ให้ตรงกับวันพระ  จะจัดทำขึ้นที่บ้านต้นผีคือบ้านของลูกผู้ชายคนโตของตระกูลนั้น ๆ  เนื่องจากบ้านนั้นได้รักษาผ้าผี  ซึ่งประกอบไปด้วย  ผ้านุ่ง  เสื้อ  ผ้าสไบ  ผ้าโพกศีรษะ  รวมถึงแหวนผีหนึ่งวง  และเครื่องใช้ต่าง ๆ  ซึ่งแขวน เก็บไว้  ที่เสาเอกภายในเรือนใหญ่ของบ้าน   เมื่อถึงวันเลี้ยงผีของแต่ละตระกูล  ผู้ที่ใช้นามสกุลเดียวกัน ต้องนำเครื่องเซ่นไหว้  มาพร้อมกันที่บ้านต้นผีทุกคน 
       การเลี้ยงผีของแต่ละตระกูลนั้นจะแตกต่างกันไป  บางตระกูลจะมีการเลี้ยงในทุก ๆปีก็มี  บางตระกูล ๓ ปี เลี้ยงหนึ่งครั้งก็มี  และเครื่องเซ่นที่ใช้ก็ต่างกันไป  แล้วแต่ว่าจะใช้อะไรบ้าง  แต่ที่เหมือน ๆ กันก็คือ  กล้วยน้ำหว้า  ข้าวเหนียว  มะพร้าวอ่อน  ขนมบัวลอย  เป็นต้น  พอถึงเวลาบ่าย ๆ ของวันที่จะเลี้ยงผี  ญาติพี่น้องต่างก็จะพากันนำเครื่องเซ่น    มาจัดลงใส่ภาชนะตั้งเรียงกันในเรือน  แล้วจุดธูปบอกเล่ากับวิญญาณของบรรพบุรุษให้มารับรู้ถึงสิ่งที่ลูกหลานได้จัดทำขึ้น   เสร็จแล้วก็จะมีการสนทนากันระหว่างญาติ ๆที่มาร่วมกันเลี้ยงผี  ซึ่งถือว่าเป็นวันรวมญาติ
       พี่น้องอีกวันหนึ่ง   แต่บางบ้านจะมีมโหรีเครื่องสายมาบรรเลง และมีผีบรรพบุรุษเข้ามาประทับร่างด้วย  พอเมื่อเสร็จพิธีแล้วก็จะบอกลาอาหารที่ใช้เซ่นไหว้  เพื่อที่จะแบ่งสรรปันส่วนให้ทุก ๆ คนที่มา  เชื่อกันว่าอาหารทั้งหมด  ถ้าได้บริโภคเข้าไปแล้ว  จะเป็นยา รักษาโรคได้  และเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว 

ขอเลื่อนงานประจำปี

Posted by admin | ประกาศ | วันพุธ 19 ตุลาคม 2011 1:03 am

เนื่องจากเกิดเหตุการอุทกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดลพบุรี

ยุวชนไทยรามัญ อัมพวันลพบุรี จึงขอเลื่อนกำหนดการงานประจำปี ทุกงาน ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ผู้ที่ต้องการทราบข่าวสารมามารถเข้าไปสอบถามได้ที่เว็บบอร์ด โดย คลิกที่นี่

ขออภัยในความไม่สะดวก มา ณ ที่นี้ด้วย

Seasons of temperate zones Wordpress Theme